วัดตานีนรสโมสร พระอารามหลวง

          

วัดตานีนรสโมสร พระอารามหลวง

วัดตานีนรสโมสร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๙๐ ถนนปัตตานีภิรมย์ ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๓๘ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๕๑  ที่ธรณีสงฆ์ ๑ แปลง มีเนื้อที่ ๑ ไร่ ๕๓ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๕๒

อาณาเขต    ทิศเหนือ   ติดต่อคูน้ำซึ่งกั้นระหว่างกำแพงวัดกับห้องแถวร้านค้าของประชาชน    ทิศใต้   ติดต่อลำรางกั้นระหว่างกำแพงวัดกับกองเมืองและกองกำกับการตำรวจภูธรเมืองปัตตานี

ทิศตะวันออก   ติดต่อลำรางกั้นระหว่างกำแพงวัดกับบ้านพักตำรวจและที่ดินเอกชน    ทิศตะวันตก   ติดต่อแม่น้ำตานีและถนนปัตตานีภิรมย์

ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไป ที่ตั้งวัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าสู่แม่น้ำปัตตานี เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น ทางราชการตัดถนนผ่านเนื้อที่ของวัดตอนริมแม่น้ำ วัดจึงแยกที่ดินออกเป็น ๒ ตอนคือ ตอนริมแม่น้ำซึ่งทางวัดจัดทำเป็นที่ธรณีสงฆ์ปลูกห้องแถวให้เช่า

และอีกตอนติดกับที่ตั้งวัดเป็นห้องแถวบ้านให้เช่า เป็นบริเวณที่ตั้งวัดในปัจจุบัน

ความเป็นมา วัดนี้ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า วัดบางน้ำจืด หรือวัดกลาง สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ ประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๕ โดยสีตะวันกรมการเมืองปัตตานี (ชื่อข้าราชการในสมัยนั้น) ได้สร้างวัดนี้ขึ้นร่วมกับชาวไทยพุทธและชาวไทยเชื้อสายจีน ทางฝั่งขวาของแม่น้ำตานี ห่างจากปากน้ำประมาณ ๒ ก.ม. การก่อสร้างยังไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ทั้งพระสงฆ์อยู่ประจำก็ไม่เป็นหลักฐานแน่นอนยังไม่มีโบสถ์ มีกุฏิทำด้วยไม้มุงกระเบื้องอิฐเผา มีศาลาโรงธรรมเป็นสถานที่บำเพ็ญกุศล พระสงฆ์ในสมัยนั้นต้องไปทำสังฆกรรมกลางน้ำ

จนถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสแหลมมลายูเสด็จประทับที่วัดบางน้ำจืด ทอดพระเนตรอุโบสถซึ่งสร้างอยู่เป็นของนางละนง แซ่เล่า รูปทรงแบบจีนขนาดเล็ก ไม่พอแก่การทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่เจ้ากรมการประชุมกัน และถือที่วัดนี้ทุกปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเงินให้หลวงจีนคณานุรักษ์ สร้างศาลาการเปรียญไว้เป็นที่เรียนหนังสือไทย โปรดเกล้าให้สร้างพลับพลา หลังคาทรงไทยมีมุขยื่นออกไป ๔ ทิศ ใช้เป็นที่ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา เจ้าเมืองเจ็ดหัวเมืองในครั้งนั้นมีพระยาเพชราภิบาล เจ้าเมืองหนองจิกคนเดียวที่เป็นไทยพุทธ การรับเสด็จประพาสแหลมมลายูในครั้งนั้นสมุหเทศาภิบาลได้สร้างท่าเรือเรียกว่าท่าสุลต่าน ต่อมาพระองค์โปรดเกล้าให้คณะกรรมการเมืองสร้างกุฏิแบบจีนเพื่อเป็นที่พำนักของพระภิกษุ

ในปีพ.ศ.๒๔๓๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสหัวเมืองแหลมมลายูอีกครั้ง เนื่องจากทรงประชวร แพทย์ถวายคำแนะนำให้แปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนพระวรกาย เสด็จถึงเมืองหนองจิก

พระยาเพชราภิบาล (ทัด ณ สงขลา) ผู้ว่าราชการเมืองถวายการต้อนรับ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เจ้าหน้าที่อาราธนาพระเถระ ๒ รูป ไปยังเรือพระที่นั่งเพื่อทรงจะทราบเรื่องราวของฝ่ายพุทธจักรในหัวเมืองภาคใต้ พระราชทานสมศักดิ์แก่บรรดาเจ้าคณะในหัวเมือง ต่อมาในสมัยพระเทพญาณโมลีดำรง ตำแหน่งเจ้าอาวาส ได้รื้อศาลาจตุรมุขซึ่งใช้ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา และวัดนี้ได้รับยกฐานะเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้จัดการปกครองในมณฑลปัตตานีและมีการจัดการปกครองคณะสงฆ์ เพื่อต้องการให้ฝ่ายศาสนจักรกับอาณาจักรเข้ากันได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระรัตนมุนี (แก้ว) วัดไชยพฤกษ์มาลา พระอารามหลวง จังหวัดนนทบุรี เจ้าคณะมณฑลปัตตานีและคณะได้ไปตรวจการคณะสงฆ์และได้ประชุมสงฆ์ที่วัดตานีนรสโมสร มีพระครูพิพัฒนสมณกิจ (สุข) ได้ให้การต้อนรับและนำตรวจการคณะสงฆ์ที่เมืองหนองจิกและยะหริ่ง

ปี พ.ศ. ๒๔๔๒ วันที่ ๒๔ มีนาคม  พระรัตนธัชมุนี (ม่วง) เจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราชและมณฑลปัตตานี (ขณะเป็นพระศิริธรรมมุนี) ได้มาจัดการเปิดโรงเรียนภาษาไทยสอนตามหลักสูตรชั้นประถมศึกษา มีหลวงสุนทรธนารักษ์ข้าหลวงผู้ช่วยรักษาการเมืองปัตตานีกับพระครูพิพัฒน์สมณกิจ (สุข) ให้การสนับสนุน ให้ชื่อว่าโรงเรียนสุนทรวิทยาธาร พระใบฎีกาแก้วเป็นครูผู้สอน มีนักเรียนรุ่นแรก ๒๐ คน

ปี พ.ศ. ๒๔๖๗ – ๒๔๖๘ ทางคณะสงฆ์โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์เป็นแม่กอง คราวแรกของจังหวัดปัตตานี จัดการให้มีโรงเรียนนักธรรมและเปิดสอบนักธรรมที่สนามสอบวัดตานีนรสโมสร

ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ พระธรรมวโรดม (เซ่ง อุตฺตโม) วัดราชาธิวาส เจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราชและมณฑลปัตตานี ย้ายพระญาณเวที วัดมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราชมาเป็นเจ้าคณะจังหวัดมณฑลปัตตานีและได้พำนักปฏิบัติหน้าที่ที่วัดตานีนรสโมสร

ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ เจ้าคณะมณฑลได้ย้าย พระธรรมโมลี (ขณะเป็นพระครูวิจิตรคณานุรักษ์ (เกตุ) เจ้าคณะอำเภอเมืองสงขลามาเป็นเจ้าคณะมณฑลปัตตานี และพำนักที่วัดตานีนรสโมสรเป็นต้นมา

ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ พระธรรมโมลี (ขณะเป็นพระญาณโมลี) เจ้าอาวาสพร้อมด้วยหลวงรัตนมนตรี (ฮวด คายนันท์) มรรคนายกและอุบาสกอุบาสิกา พิจารณาเห็นว่าพระอุโบสถหลังเดิมทรงศิลปะจีนมีขนาดเล็ก จุพระสงฆ์ทำสังฆกรรมได้ประมาณ ๒๒ รูป มีสภาพทรุดโทรมเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อพระสงฆ์ที่เข้าไปทำสังฆกรรมและตั้งอยู่มุมวัดไม่เหมาะสมและศาลาการเปรียญที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานทรัพย์สร้างไว้ก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมแล้วเช่นกัน จึงได้รื้อเอาวัสดุ อิฐ และไม้เพื่อมาสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ เป็นพระอุโบสถทรงไทยหลังคามุงกระเบื้องเคลือบจากประเทศจีน หน้าบันมีตราพระเกี้ยว เมื่อเสร็จแล้วได้ผูกพัทธสีมา ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐

ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ วัดตานีนรสโมสรได้เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญขึ้น มีพระปริยัติวรากร (คลิ้ง ธมฺมราโม ป.ธ. ๖) เป็นอาจารย์ผู้สอน

ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ขุนธำรงพันธ์ภักดีได้สร้างหอระฆังศิลปะไทยสองชั้น กว้าง ๔ เมตร สูง ๑๐ เมตร ระฆังเป็นศิลปมุสลิม

ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ วัดตานีนรสโมสรได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ นับเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของจังหวัดปัตตานี

ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ พระธรรมโมลี (ขณะเป็นพระเทพญาณโมลี) และขุนธำรงพันธ์ภักดีร่วมกันสร้างศาลาการเปรียญ คอนกรีตเสริมเหล็กทรงไทย ตรีมุข ๒ ชั้น กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๓๖ เมตร แทนศาลาหลังเก่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานทรัพย์สร้างไว้

ปูชนียวัตถุ และถาวรวัตถุที่สำคัญของวัด

พระอุโบสถ สร้างเสร็จประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๐ พระเทพญาณโมลี เจ้าอาวาสกับหลวงรัตนมนตรี มรรคทายก ทายกทายิกาเป็นผู้สร้าง ยาว ๑๗ เมตร กว้าง ๙ เมตร รูปทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็กโบกปูนหน้าบันมีตราพระเกี้ยวกระหนกล้อมรอบ หน้าโบสถ์มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป ภายในประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง ๑ เมตร มีพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ เป็นพระสมัยอยุธยาหรือละโว้ ซึ่งกรมหลวงลพบุรีราเมศร์นำมาถวายวัดนี้ และพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร เป็นพระสมัยอมราวดีซึ่งเป็นของรัชกาลที่ ๕ ประดิษฐานอยู่ข้างๆพระประธานในพระอุโบสถ

ศาลการเปรียญ พระเทพญาณโมลีสร้างด้วยทุนของวัด สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กฉาบปูน หน้าบันมีตราพระเกี้ยวล้อมรอบเช่นเดียวกับพระอุโบสถ ยาว ๓๖ เมตร กว้าง ๑๖ เมตร

หอระฆัง ซึ่งพระเทพญาณโมลีร่วมกับขุนธำรงพันธ์ภักดีสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘

กุฏิถาวร ๗ หลัง  นพสงฆ์อนุสรณ์ หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วัดตานีนรสโมสร

ศาลาปุญญสโมสร (ศาลาเอนกประสงค์ แบบเปิด)

อาคาร ๑๐๑ ปี พระอาจารย์ทิม

ลำดับเจ้าอาวาส ตั้งแต่รูปแรกจนปัจจุบันได้ดังนี้ ๑. พระครูพิพัฒน์สมณกิจ (สุข) พ.ศ. ๒๔๓๐-๒๔๔๖          ๒. พระครูพิพัฒน์สมณกิจ (เมิน) พ.ศ. ๑๔๔๗-๒๔๕๓           ๓. พระครูพิพัฒน์สมณกิจ (บุญ) พ.ศ.๒๔๕๔-๒๔๖๐

๔. พระครูสโมสรสิทธิการ (แก้ว) พ.ศ. ๒๔๖๑-๒๔๗๖          ๕. พระธรรมโมลี (เกตุ ติสฺสโร) พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๕๔๐          ๖. พระปัญญาคมมุนี (จรินทร์ ปญฺญาวโร) พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๕๔

๗. พระครูศรีจริยาภรณ์ (ชรัช อุชุจาโร)  พ.ศ. ๒๕๕๔- ๒๕๕๕ (รักษาการแทนเจ้าอาวาส ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔) และ พ.ศ. ๒๕๕๖  ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระสิริจริยาลังการ ถึงปัจจุบัน

ความสำคัญที่เกี่ยวข้องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

๑. วัดตานีนรสโมสร เป็นสถานที่ถือนำพระพิพัฒน์สัตยา และประกอบน้ำอภิเษก โดยรวมเอา ๓ จังหวัด คือ ปัตตานี  ยะลา  นราธิวาส  ซึ่งสมัยปกครองเป็นมณฑล เรียกว่ามณฑลปัตตานี มีสมุหเทศาภิบาล เป็นผู้สำเร็จราชการ เวลาประกอบพระราชพิธี มีการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น ก็จะถือเอาน้ำในสระแก้วรวมกันกับน้ำอีก ๔ แห่ง เรียกว่า ปัญจมหานที แล้วนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เป็นพระราชพิธีประจำปี

๒. เป็นสถานที่ดำเนินพิธีเสกน้ำอภิเษก เมื่อสมัยพุทธศักราช ๒๔๕๓ สมัยรัชการที่ ๖ ในต้อนนั้นเรียกว่าการพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งศักดิ์สิทธิ์ในมณฑลปัตตานี และในสมัยรัฐการที่ ๙ น้ำทรงมูรธาภิเษกในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓ จังหวัดปัตตานี ใช้น้ำจากสระวังพลายบัว น้ำบ่อทอง น้ำบ่อไชย น้ำบ่อฤษี และน้ำสระแก้ว ทำพิธีเสกน้ำ ณ วัดตานีนรสโมสร เช่นเดียวกัน

๓. วัดตานีนรสโมสรมีความสำคัญเกี่ยวเนื่องการได้รับพระมหากรุณาธิคุณ คือ ในรัชการที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระพาสเหลมมาลายู ครั้งแรก ในปี พ.ศ.๒๔๓๑ (ร.ศ.๑๐๗) ครั้นทรงเสด็จพระราชดำเนินมาถึงเมืองปัตตานี มีงานฉลองวัดและรับเสด็จ ที่วัดตานีนรโมสร หรือชื่อเดิม วัดบางน้ำจืด งานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ราษฎรมารวมกันถึงกว่าสามพันคน ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์กับข้าราชการที่นับถือศาสนาอิสลามและข้าราชการชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นภาพประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ทรงพระราชทานศิลาจารึก เรื่องการสร้างศาลา และพระราชทานซื่อวัดใหม่ ว่า วัดตานีนรสโมสร

๔. วัดตานีนรสโมสร เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี  ชนิดสามัญ  กล่าวคือ วัดใดเป็นพระอารามหลวง เป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง หรือทรงรับไว้เป็นวัดของพระราชวงศ์ หรือเป็นทรงอุปถัมภ์  โดยมีพระสิริจริยาลังการ เจ้าคณะจังหวัดปัตตานี  เป็นเจ้าอาวาส ตั้งอยู่ตำบลอาเนาะรู  อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image


คะแนนโหวต :
image
image
image
image
 
 
 
 

Website Policy | Privacy Policy | Security Policy | Disclaimer | ข้อกำหนดการใช้ Cookies รองรับการทำงานบน Internet Explorer v.11+, Microsoft Edge, Firefox v.47.0+, Chrome v.51+

จำนวนการเข้าชม : 12,183